ID005 ทัวร์มุมไบ ปูเน่ ถ้ำอจันต้า-เอลโลล่า 6 วัน 3 คืน ไลอ้อนแอร์

ทัวร์อินเดีย มุมไบ ปูเน่ ออรังกาบาด ถ้ำอจันต้า–เอลโลล่า

  • สายการบิน : ไลอ้อนแอร์ (LION AIR)
  • ระยะเวลา : ๖ วัน ๓ คืน
  • มีหัวหน้าทัวร์ไทย
  • มีวิทยากรบรรยายพิเศษ "ถ้ำอจันต้า-เอลโลล่า"
  • ประกันอุบัติเหตุการเดินทาง
  • เมืองปูเน่ ไหว้พระพิฆเนศ มหาเทพแห่งปัญญาและความสำเร็จ
  • ออรังกาบาด ชมความงาม ของถ้ำมรดกโลก, ชมทัชมาฮาลน้อย “บีบี กา มักบารา”
  • มุมไบ เกาะช้าง ชมถ้ำมหาเทพศิวะ
  • ใบอนุญาตธุรกิจท่องเที่ยว เลขที่ ๑๑/๐ู๒๔๒

 @๑๙,๙๙๙ บาท

 

รายละเอียดการเดินทาง

วันแรก สนามบินดอนเมือง
๒๓.๓๐  คณะพร้อมกัน ที่สนามบินดอนเมือง อาคาร ๒ (ชั้น๓) เคาน์เตอร์สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เคาน์เตอร์ ๑๑-๑๒ เจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวก


วันที่สอง สนามบินดอนเมือง-มุมไบ-วัดมหาลักษมี- วัดสิทธิวินายัก-เกาะช้าง-ปูเน่
๐๒.๕๕ เหิรฟ้าสู่ มุมไบ ประเทศอินเดีย โดยสายการบินไลอ้อนแอร์ เที่ยวบิน SL ๒๑๘ (๐๒.๕๕-๐๕.๔๐)
๐๕.๔๐  เดินทางถึงสนามบินมุมไบ (เวลาที่อินเดียช้ากว่าไทย ๑.๓๐ น.) หลังจากผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองและนำท่านออกเดินทางไป วัดมหาลักษมี (Mahalakshmi Temple) เป็นวัดเก่าแก่แห่งเมืองกลหาปุระ สร้างเพื่อถวายพระนางมหาลักษมี เทพแห่งความรุ่งเรือง ซึ่งชาวบ้านจะรู้จักกันในนาม Amba Bai  วัดนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้า Karandev แห่งราชวศ์ Chalukya ในศตวรรษที่ ๗  จากนั้นเดินทางสู่ วัดสิทธิวินายัก (Sidhivinayak Temple) เป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองมุมไบ และยังเป็นวัดที่นักการเมือง นักแสดง และผู้มีชื่อเสียงในอินเดียให้ความศรัทธาเป็นอย่างมาก ชาวอินเดียเชื่อว่าครั้งหนึ่งหากมีโอกาสก็จะต้องเดินทางมาสักการะพระสิทธิวินายักอวตารปางหนึ่ง ของพระพิฆเนศเพื่อขอพรให้สมปราถนา
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย เดินทางไปยังท่าน้ำตรง Gateway of India เพื่อไปขึ้นเรือโดยสารเดินทางสู่ “เกาะช้าง” (Elephant Island) หรือ “ฆรบุรี” ระหว่างทางที่เรือแล่นออกไป ท่านจะได้ชมวิวและเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก เที่ยวชม ถ้ำช้าง (Elaphanta Cave) ตั้งอยู่บนเกาะกลางอ่าวหน้าเมืองมุมไบประมาณ ๑๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว ถ้ำนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายเป็นเทวสถานแด่องค์พระศิวะเทพ จากนั้นนำท่านนั่งรถไฟจิ๋วที่วิ่งโดยไม่มีคนขับเนื่องจากใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุม) ระยะทางไม่ถึงกิโลเมตรก็จะถึงที่หมาย รถไฟจอดให้ลงพร้อมเดินขึ้นไปเยี่ยมชมถ้ำช้าง ผนังถ้ำส่วนแรกจะเป็นภาพสลักตอน “ศิวนาฎราช” ลักษณะพระศิวะเจ้าทรงแสดงการฟ้อนรำโดยกระบวนท่านาฎยศาสตร์ ๑๐๘ ท่า  กลางถ้ำนั้นมีประติมากรรมรูป มเหศศวรตรีมูรติ หรือพระศิวะ ๓หน้า หรือ ๓ เศรียร มีความสูงเกือบ ๒๐ ฟีด มีความสูง ๒๐ ฟีต พระพักตร์ตรงกลางเป้นพระศิวะผู้เมตตากรุณา หรือเรียกว่า “จันทรเศษมูรติ” พระพักตร์ด้านซ้าย จะเป็นพระศิวะปางดุร้ายเรียกว่า “ไภรวะ” ส่วนพระพักตร์ทางด้านขวา เป็นหน้าสตรี ซึ่งหมายถึง “พระอุมภควดี” ก็คือพระมเหสีของพระศิวะ
 ถัดไปนำชมความงามของภาพ “Royal Wedding” ระหว่างพระศิวะกับพระอุมา และเดินต่อถัดไปด้านข้างของตัวถ้ำมีโพรงใหญ่ใต้พื้นเป็นแอ่งน้ำธรรมชาติเขียวใสที่คนอินเดียถือว่าเป้นน้ำศักดิ์สิทธิ์
 สมควรแก่เวลา นำท่านเดินทางกลับเข้าฝั่งจากนั้น ออกเดินทางประมาณ ๔ ชั่วโมงสู่ เมืองปูเน่ เมืองเก่าแก่ที่สำคัญทางวัฒนธรรมของอินเดีย ตั้งอยู่ในรัฐมหาราษฎร์ จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม
ที่พัก เมืองปูเน่


วันที่สาม ปูเน่ – วัดศรีวิฆเนศวา เมืองโอชาร์ – วัดศรีคีรีจัตมา เมืองเลนยาตรี – ออรังกาบาด
เช้า รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม หลังอาหารนำท่านออกเดินทางสู่ วัดศรีวิฆเนศวา (Sri Vighneshwar) เมืองโอซาร์ (Ozar) เทวสถานแห่งนี้มีชื่อเสียงมากในเรื่องความงดงามทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะยอดโดมที่เป็นทองคำและความงดงามของพวงมาลัยที่ประดับอยู่ที่ตัวเทวาลัย ตำนานเล่าว่า กษัตริย์อภินันทะประกอบพิธีบูชายัญเพื่อจุติมาเป็นอินทรเทพ พระอินทร์ได้ทราบดังนั้นจึงสร้างวิฆนาสูรเพื่อส่งไปทำลายพิธีกรรมของกษัตริย์ อภินันทะ แต่วิฆนาสูรกลับทำลายพิธีและทำลายทุกอย่างทั้งหมด ทำให้ธรรมะหายไปจากทั้งสามโลก เหล่าฤษีนักบวชจึงอ้อนวอนต่อพระพิฆเนศให้เสด็จมาปราบวิฆนาสูร พระพิฆเนศใช้อำนาจสยบอำนาจทั้งหมดของวิฆนาสูร ทำให้วิฆนาสูรยอมแพ้และถวายตัวต่อองค์พระพิฆเนศเพื่อให้ไว้ชีวิตตน และขอร้องให้องค์พระพิฆเนศใช้ชื่อของตัวเองรวมกับพระนามของพระองค์เพื่อล้างบาปและเป็นบุญกุศลแก่วิฆนาสูร เทวรูปพระพิฆเนศที่นี่จึงถูกขนานนามว่า “ศรีวิฆเนศวร” หมายถึงผู้ขจัดอุปสรรคและภยันตราย จึงเชื่อว่าผู้ที่มาสักการะองค์ศรีวิฆเนศวรก่อนทำการใดๆ จะทำการนั้นได้สำเร็จราบรื่นไร้อุปสรรค จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ วัดศรีคีรีจัตมา (Girijatmaj Temple) เมืองเลนยาดรี (Lenyadri) ขอพรเพื่อให้มีบุตร และ ขอให้บุตรเป็นบุตรอันประเสริฐ กตัญญู เชิดชูวงษ์ตะกูลแก่บิดามารดา ตั้งอยู่ในถ้ำบนภูเขาริมแม่น้ำกุกดี ซึ่งครั้งหนึ่งถ้ำที่ภูเขาแห่งนี้ ได้ขุดเจาะเพื่อเป็นวัดในพระพุทธศาสนา หลังจากพระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อม ศาสนาฮินดูก็รุ่งเรืองและภายในถ้ำแห่งนี้ก็เกิดปาฏิหารย์ มีพระพิฆเนศเกิดขึ้นมาทำให้ชาวฮินดูขึ้นมายาตรามหาเทพ จึงทำให้ถ้ำแห่งนี้กลายเป็นถ้ำของพระพิฆเนศ การสักการะองค์พระพิฆเนศ จะต้องขึ้นบันได 283 ขั้น เทวะตำนานแห่งนี้เล่าว่า พระแม่อุมาเทวีอยากมีโอรสมาก จึงได้เดินทางมาที่ถ้ำคีรีจัตมาเพื่อมาทำพิธีปันยากพรต (บุญยักวริตะ) ขึ้นเพื่อเป็นการบูชาต่อพระวิษณุเทพ ตามการแนะนำของพระศิวะเป็นเวลาหนึ่งปี ทำให้พระวิษณุโปรดปราณมาก จึงให้พระกฤษณะไปกำเนิดเป็นบุตรของพระแม่อุมาเทวี จึงเชื่อกันว่า พระพิฆเนศที่ถ้ำแห่งนี้เป็นอวตารปางหนึ่งของพระกฤษณะด้วย การยาตรามายังถ้ำเทวะสถานคีรีจัตมาแห่งนี้ก็เพื่อขอบุตร ซึ่งผลบุญแห่งการยาตรามาแสวงบุญนี้จะทำให้ผู้ที่ยังไม่มีบุตรและมาประกอบพิธีขอบุตรที่นี่จะประสบความสำเร็จสมหวังเสมอ จะได้บุตรที่ดีมีปัญญาหลักแหลมเหมือนดังองค์พระคเนศ ที่บริเวณถ้ำแห่งนี้สามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเลนยาตรีได้อีกด้วย
เที่ยง  เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร บ่าย ออกเดินทางสู่ ออรังกาบัด ระยะทาง 235 กิโลเมตร ใช้เวลา 4 ชั่วโมงระหว่างทางชมธรรมชาติทิวทัศน์ความเป็นอยู่ของคนอินเดีย และวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เก่าแก่อีกเมืองนึงของประเทศอินเดีย
17.00 น. ถึง เมืองออรังกาบัด ตัวเมืองมีกลิ่นอายของอารยธรรม และอิทธิพลมุสลิมอยู่ในรัฐมหาราษฏร ออรังกาบัด หมายถึง สร้างโดยมหาราชาตั้งชื่อตามมหาราชาออรังเซป เมืองออรังกาบัดเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เพราะบริเวณใกล้กับตัวเมืองมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์มากมาย อาทิเช่น ถ้ำอชันตาเอลโลร่า บีบีกามาชค์มาร่าฯลฯ นำท่านเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก
เย็น  รับประทานอาหารค่ำที่โรงแรม

ที่พัก เมืองออรังกาบาด


วันที่สี่ ออรังกาบัด – ถ้ำอจันต้า - ช้อปปิ้ง
๐๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ ถ้ำอจันต้า ( AJANTA CAVE ) ตั้งห่างจากเมืองออรังกาบาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๑๐ กิโลเมตร ถือเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียถ้ำอะจันตา“ ถ้ำมรดกโลก”(ถ้ำจะทำการปิดให้บริการทุกวันจันทร์) แบ่งออกเป็น ๒ ยุคโดยในยุคแรกประมาณศตวรรษที่ ๒ ก่อนคริสตศักราช ได้ถูกสร้างออกมาในรูปลักษณะของ” วิหาร” ( วัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติสมาธิ–ของเหล่าพระภิกษุ) และ“เจดีย์“ เพื่ออุทิศแด่องค์พระพุทธเจ้า) มีหลักฐานเป็นภาพเขียนสีน้ำบนผนังที่ถ่ายทอดถึงเรื่องราวชาดกเข้าใจถึงพุทธ ประวัติเพราะมีการใช้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าโดยตามความเชื่อของชาวเถรวาทยุคที่สองประมาณคริสศตวรรษที่ ๕-๖  ได้มีการเพิ่มเติมโดยแกะสลักพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายพระองค์บนเจดีย์และบนผนังวิหารในแบบความเชื่อแบบใหม่หรือตามแบบของชาวมหายานถ้ำอะจันตา ( AJANTA CAVES ) ถือเป็นถ้ำที่มีการเจาะเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่จนได้รับเป็น สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกที่มีอายุมากกว่า ๒๐๐๐ ปีและภายในถ้ำก็มีถ้ำมหึมาขนาดใหญ่อีกกว่า ๓๐ ถ้ำ โดยผนังถ้ำมีภาพจิตกรรมฝาผนังที่มีอายุนับกว่า ๑๒๐๐ ปี
เที่ยง  เที่ยง รับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารอาหารท้องถิ่น (ใกล้ถ้ำอะจันตา) บ่าย นำท่านเข้าชมสถาปัตยกรรมของถ้ำอะจันตาตั้งแต่ถ้ำแรก ถ้ำเบอร์ ๒ เป็นถ้ำของฝ่ายมหายานมีชื่อเสียงด้านภาพวาด ส่วนใหญ่เป็นภาพดอกบัว ถ้ำเบอร์ ๓ ซึ่งเป็นถ้ำเล็กๆ ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ ถ้ำเบอร์ ๔ มีความกว้างใหญ่ที่สุดในบรรดาถ้ำทั้งหมด ด้านหน้ามีรูปแกะสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อีกทั้งพระพุทธรูปปางประทับยืน ส่วน ถ้ำเบอร์ ๕ ยังทำการก่อสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ถ้ำเบอร์ ๖ มีพระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนาที่มีพระสรีระแตกต่างจากถ้ำอื่นอีกทั้งเป็นหินชนิดเดียวกับถ้ำรอบๆ องค์พระพุทธรูปมีภาพวาดที่ผนังและเพดาน ทางด้านซ้าย ของถ้ำมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า MUSICAL PILLARS (ใช้สันมือกระแทกหรือเคาะที่กลางเสาจะมีเสียงดังกังวาลออกมา) ถ้ำเบอร์ ๗ ด้านในของถ้ำ มีพระพุทธรูปแกะสลักที่ผนังถ้ำ ลักษณะคล้ายกับครั้งที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ยมกปาฏิหาริย์ แตกต่างจากถ้ำเบอร์ 2 ตรงที่เป็นภาพวาด แต่ที่ถ้ำเบอร์ ๗ นี้แกะสลักหินแทน อีกทั้งตรงกลาง ประดิษฐานพระประธานรายล้อมไปด้วยพระพุทธรูป ปางประทับยืน และ เหล่าเทพเทวดา ถ้ำเบอร์ ๙ และ ๑๐ เป็นถ้ำของเถรวาท ภายในเป็นห้องโถงสูงยาว มีช่องรับแสงอยู่ด้านบน ถ้ำเบอร์ ๑๑-๑๒-๑๓ ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่พักอาศัยไม่มีรายละเอียด เพียงแต่ที่ถ้ำเบอร์ ๑๓ มีองค์พระประธาน ถ้ำเบอร์ ๑๔ เป็นถ้ำเล็กๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันมาใช้เป็นสำนักงาน ถ้ำเบอร์ ๑๖ เป็นของฝ่าย มหายาน มีภาพ พระนางชนบทกัลยานี ที่เพิ่งแต่งงานกับ พระนันทะ กำลังเฝ้ารอพระสวามีกลับมาด้วยความโศกเศร้า ภายหลังจากที่พระพุทธ องค์ทรงพาพระนันทะไปบวชภายในยังมีพระประธานในถ้ำเช่นเดียวกัน ฯลฯ ...จนถึงถ้ำสุดท้ายได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางกลับเมืองออรังกาบัดเส้นทางเดิม โดยทางรถ (ใช้เวลาประมาณ ๒.๓๐ ชั่วโมง) อิสระช้อปปิ้ง สินค้าพื้นเมืองของเมืองออรังกาบัด
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตคาร

พักค้างคืนที่ออรังกาบัด


วันที่ห้า ออรังกาบัด – ป้อมดาลาตาบัด – ถ้ำเอลโลล่า - บีบี กา มักบารา - มุมไบ
๐๗.๐๐ น. รับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้น นำท่านเดินทางสู่ ถ้ำเอลโลล่า (ระยะทาง ๓๐ กม.ประมาณ ๑ ชม.) ระหว่างทางผ่านชม “ป้อมเดาลาตาบัด” ป้อมปราการโบราณรอบภูเขาดัลคีรี ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ยารวะและถูกกษัตริย์อลาอุดดินคัลจิ ชาวมุสลิมยึดได้ใน พ.ศ. ๑๘๓๙ กลายเป็นเมืองหลวงอินเดียภายใต้การปกครองของกษัตริย์มุสลิมอยู่พักหนึ่ง ก่อนถูกทิ้งร้างย้ายไปสร้างเมืองออรังกาบัด ชมซากมัสยิดที่ยังเหลือซากเสาจำนวน ๑๐๖ ต้น ชมป้อมปราการ พระราชวังบนเสาอายุกว่า ๗๐๐ ปี ถึงถ้ำเอลโลล่า (ELLORA CAVES ) (ถ้ำจะปิดให้บริการทุกวันอังคาร ) ชมความงามที่ยิ่งใหญ่ของหมู่ถ้ำที่เกิดจากการเจาะแกะสลักภูเขาหินทั้งลูกด้วยฝีมือสาวก ๓ ศาสนาที่แข่งขันกันคือ ศาสนาฮินดู พุทธ และเชนถ้ำเอลโลร่ามีทั้งหมด ๓๔ ถ้ำ โดยมีการแบ่งออกเป็น ถ้ำทางพุทธศาสนา ๑๒ ถ้ำ ถัดมา ๑๗ ถ้ำคือ เทวาลัยของชาวฮินดู และ วิหารถ้ำลักธิ เชน ๕ ถ้ำ สถานที่แห่งนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในปี ๑๙๘๓ ถือเป็นถ้ำที่เกิดจากการแกะสลักภูเขาทั้งลูกออกเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ศาสนา นำท่านกราบนมัสการ พระพุทธรูปที่มีอายุมากกว่า ๑,๒๐๐ ปี ภายในถ้ำยังมีภาพแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงอีกมากมาย อาทิ องค์พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ พระพิฆเนศ ช้างเอราวัณ อีกทั้งภาพของนางอัปสร เป็นต้น ถ้ำที่ ๑๖ ถือเป็นถ้ำที่อลังการที่สุด เป็นที่ที่มีศิวลึงค์เป็นจุดศูนย์กลาง
เที่ยง เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น บ่าย นำท่านเดินทางกลับออรังกาบัด ชม บีบี กา มักบารา (BiBiKa Maqbara) สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก สร้างโดยพระโอรสของออรังเซบ ทรงสร้างเพื่อรำลึกถึงพระมารดา พระนาง บีกัมราเบีย อุเด ดาราณี สถาปัตยกรรมลักษณะคล้ายทัชมาฮาล จากนั้นแวะให้ท่านช้อปปิ้ง ซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย อาทิ เครื่องทองเหลือง ผ้าปักลายโบราณที่จำลอง มาจากผนังถ้ำ อายุ ๑,๒๐๐ ปี และเครื่องประดับลวดลายแปลกตา
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคาร แล้วนำท่านเดินทางสู่สนามบินมุมไบ


วันที่หก มุมไบ-สนามบินดอนเมือง
๐๓.๐๐ น. เดินทางถึง สนามบินมุมไบ แล้วนำท่านเช็คอินเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ
๐๖.๕๐ น.  ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เที่ยวบินที่ SL219
๑๒.๔๐ น.  เดินทางถึง สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ


*โปรแกรมการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม และในแต่ละครั้งจะต้องมีจำนวนผู้โดยสารตามที่บริษัทกำหนดไว้*


อัตรานี้รวม

  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ  ชั้นประหยัด สายการบินไลอ้อนแอร์
  • ค่าภาษีสนามบินทุกแห่งและค่าประกันสายการบิน
  • ค่าที่พักระดับ ๔ ดาว ตามที่ระบุในรายการ (พักห้องละ ๒ ท่าน)
  • ค่ารถโค้ชปรับอากาศ
  • ค่าอาหารทุกมื้อตามที่ระบุ/ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ
  • ค่าหัวหน้าทัวร์ที่คอยบริการและดูแลตลอดการเดินทางทั้งคนไทยและท้องถิ่น
  • ค่าประกันอุบัติเหตุวงเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อท่าน แต่ทั้งนี้อยู่ในข้อจำกัดที่มีการตกลงไว้กับบริษั่ทประกันภัย
  • ค่าธรรมเนียมทำวีซ่าสำหรับหนังสือเดินทางไทย

อัตรานี้ไม่รวม

  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการและค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่างๆ เช่นค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด ฯลฯ
  • ค่าทำเอกสารผู้ถือหนังสือเดินทางต่างด้าว
  • ค่าวีซ่าที่มีค่าธรรมเนียมแพงกว่าหนังสือเดินทางไทย
  • ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย ๓ % ภาษีมุลค่าเพิ่ม ๗% (กรณีออกใบกำกับภาษี)
  • ค่าน้ำหนักเกินพิกัดตามสายการบินกำหนด ๒๐ กิโลกรัม
  • ค่าทิปไกด์ท้องถิ่นและพนักงานขับรถ พนักงานบริการ วันละประมาณ ๒๐๐ รูปี /วัน/ท่าน รวมเป็นเงินต่อท่าน ๆละ ๑,๐๐๐รูปี หรือประมาณ ๖๐๐ บาท
  • ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ไทย ตามความเหมาะสม

สิ่งที่ควรนำติดตัว : กล้องถ่ายรูป, ของใช้ส่วนตัว, ยารักษาโรคประจำตัว, รองเท้าสวมใส่สบาย, เสื้อกันหนาว

การสำรองที่นั่ง

๑.วางมัดจำท่านละ ๑๐,๐๐๐.-บาทโดยผ่านบัญชี (ในวันที่ทำการจอง) พร้อมส่งชื่อ-นามสกุล ภาษาอังกฤษ ตรงกับหน้าพาสปอร์ต+ใบโอนเงินและระบุโปรแกรมทัวร์มาให้ด้วยนะครับ
๒.ส่วนที่เหลือชำระก่อนการเดินทาง ๒๐ วัน (พร้อมแฟกซ์ใบโอนเงินและระบุโปรแกรมทัวร์)

การยกเลิกทัวร์

๑.ยกเลิกทัวร์ ก่อนเดินทาง ๓๐ วัน บริษัทฯ คืนเงินให้ทั้งหมด
๒.ยกเลิกทัวร์ ภายใน ๒๐ วันก่อนการเดินทาง บริษัทฯ จะเก็บค่ามัดจำทัวร์หรือเก็บค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงครับ
 
• เอกสารเดินทาง

๑.หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า ๖ เดือน (นับจากวันเดินทาง)
๒.หนังสือเดินทางควรมีหน้าว่างๆ สำหรับประทับตราวีซ่าและตราเข้า-ออก อย่างน้อย ๒ หน้า
๓.รูปถ่ายสีหน้าตรง พื้นหลังสีขาว ขนาด ๒x๒ นิ้ว จำนวน ๒ รูป (ห้ามใส่เครื่องแบบราชการ) และต้องไม่ใช่สติ๊กเกอร์ หรือรูปพริ้นซ์จากคอมพิวเตอร์ (รูปใหม่ถ่ายไม่เกิน ๖เดือน)
๔.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน+สำเนาทะเบียนบ้าน
๕.กรุณาส่งเอกสารล่วงหน้าอย่างน้อย ๑๕ วัน


• สถานฑูตอินเดียอาจปฏิเสธไม่รับทำวีซ่าให้พาสปอร์ตของท่าน ในกรณีดังนี้
๑.ชื่อเป็นผู้ชาย แต่ส่งรูปถ่ายที่ดูเป็นหญิง เช่น ไว้ผมยาว หรือแต่งหน้าทาปาก
๒.นำรูปถ่ายเก่า ที่ถ่ายไว้เกินกว่า ๖ เดือนมาใช้
๓.นำรูปถ่ายที่มีวิวด้านหลัง ที่ถ่ายเล่น หรือรูปยืนเอียงข้าง มาตัดใช้เพื่อยื่นทำวีซ่า
๔.นำรูปถ่ายที่เป็นกระดาษถ่ายสติคเกอร์ หรือรูปที่พริ้นซ์จากคอมพิวเตอร์

เงื่อนไขอื่นๆ
• ราคาทัวร์นี้ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗% และ ค่าบริการหัก ณ ที่จ่าย ๓ %
• บริษัทฯ รับเฉพาะผู้มีประสงค์เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น
• หากท่านถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยหรือประเทศปลายทาง ปฎิเสธการเข้าหรือออกเมืองด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ทำให้ท่านไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ถือเป็นเหตุซึ่งอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัทฯ ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนเงินค่าทัวร์บางส่วนหรือทั้งหมด
• บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่าย ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย เช่น การยกเลิกเที่ยวบิน การล่าช้าของสายการบิน ภัยธรรมชาติ การจลาจลและทรัพย์สินที่สูญหายระหว่างเดินทาง ที่เกิดขึ้นเหนืออำนาจความควบคุมของบริษัทฯ
• ในระหว่างเดินทาง หากท่านไม่ใช้บริการใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ถือว่าท่านสละสิทธิ์ ไม่สามารถเรียกร้องขอค่าบริการคืนได้
• บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายการนำเที่ยวตามความเหมาะสมและสถานการณ์ต่างๆ ทั้งนี้ทางบริษัทฯ จะยึดถือและคำนึงถึงความปลอดภัย รวมถึงผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นสำคัญ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. ๐๙๘-๙๙๖-๑๓๒๔  คุณสิริเกษ

E-mail: chulamanitravel@yahoo.com

Line : chulamani2

Wechat: manee099

อัพเดทเมื่อ : ๑๕ ก.พ. ๒๕๖๑